<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Computerlogy - Web Application Development &#187; Technology Blog</title>
	<atom:link href="http://www.computerlogy.com/category/technology-blog/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.computerlogy.com</link>
	<description>Technology Matters</description>
	<lastBuildDate>Tue, 26 Jul 2011 10:48:44 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>Facebook Statistics in Thailand</title>
		<link>http://www.computerlogy.com/facebook-statistics-in-thailand</link>
		<comments>http://www.computerlogy.com/facebook-statistics-in-thailand#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 26 Jul 2011 09:59:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology Blog]]></category>
		<category><![CDATA[facebook]]></category>
		<category><![CDATA[facebook statistics]]></category>
		<category><![CDATA[thailand]]></category>
		<category><![CDATA[สถิติผู้ใช้งาน]]></category>
		<category><![CDATA[ไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.computerlogy.com/?p=458</guid>
		<description><![CDATA[ด้วยกระแส Social Network ที่แรงอย่างหยุดไม่อยู่ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะได้ยินคำว่า Facebook, Twitter, LinkedIn หรือน้องใหม่อย่าง Google+ วันนี้เรามี InfoGraphic แสดงข้อมูลสถิติผู้ใช้งาน Facebook ในประเทศไทย แบ่งแยกทั้งตามช่วงอายุ จังหวัดใหญ่ๆ และสถานะความสัมพันธิ์ เป็นข้อมูลสถิติ ณ.วันที่ 26 กรกฏาคม 2554 มาให้ดูกัน ข้อมูลดังกล่าว อนุญาติให้เผยแพร่ โดยห้ามดัดแปลงหรือแก้ไข]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ด้วยกระแส Social Network ที่แรงอย่างหยุดไม่อยู่ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะได้ยินคำว่า Facebook, Twitter, LinkedIn หรือน้องใหม่อย่าง Google+ วันนี้เรามี InfoGraphic แสดงข้อมูลสถิติผู้ใช้งาน Facebook ในประเทศไทย แบ่งแยกทั้งตามช่วงอายุ จังหวัดใหญ่ๆ และสถานะความสัมพันธิ์ เป็นข้อมูลสถิติ ณ.วันที่ 26 กรกฏาคม 2554 มาให้ดูกัน</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-459" title="Facebook statistic infographic" src="http://www.computerlogy.com/wp-content/uploads/2011/07/facebook_infographic.png" alt="" width="720" height="1800">
<p>ข้อมูลดังกล่าว อนุญาติให้เผยแพร่ โดยห้ามดัดแปลงหรือแก้ไข</p>
<div class="pix_accordion" data-active="1"><br>
<a class="header_accordion" href="#%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2-facebook-application"><span class="icons">&gt;</span>รับพัฒนา Facebook Application</a><div>บริษัท คอมพิวเตอร์โลจี จำกัด รับพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนเฟสบุ๊ค (<a title="Facebook application development" href="http://www.computerlogy.com/portfolio/facebook-application">Facebook Application Development</a>) ตามไอเดียการตลาดที่สร้างสรรค์ของคุณ <a href="http://www.computerlogy.com/contact-us">ติดต่อเรา</a>เพื่อสรรสร้างความสำเร็จได้</div>
</div><!-- .pix_accordion -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.computerlogy.com/facebook-statistics-in-thailand/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Tracking location on Google Maps</title>
		<link>http://www.computerlogy.com/tracking-location-on-google-maps</link>
		<comments>http://www.computerlogy.com/tracking-location-on-google-maps#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Jun 2010 15:12:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology Blog]]></category>
		<category><![CDATA[google maps]]></category>
		<category><![CDATA[tracking location]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบแผนที่]]></category>
		<category><![CDATA[หาตำแหน่ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.computerlogy.com/?p=282</guid>
		<description><![CDATA[ทราบหรือไม่ว่า วันนี้แม้ว่าคุณจะเล่นอินเตอร์เน็ตผ่านคอมพิวเตอร์ทั่วไป ไม่ใช่โทรศัพท์มือถือที่มี GPS รวมอยู่ด้วย ระบบก็สามารถหาตำแหน่งที่คุณอยู่ได้ผ่านฟังก์ชั่นใหม่ล่าสุดของ Google Maps โดยฟังก์ชั่น Tracking location หรือการหาตำแหน่งที่อยู่ของคุณ มากับ Google Maps API version 3 ที่พึ่งประกาศให้เป็นเวอร์ชั่นปัจจุบัน แทนเวอร์ชั่นเบต้านี้ จะทำการจับตำแหน่งที่คุณอยู่โดยเรียกใช้ฟังก์ชั่นจาก Google Gear หรือ HTML5 เมื่อผู้ใช้งานเข้ามาในหน้าเว็บไซต์ของคุณ ระบบจะถามเพื่อขออนุญาติจับตำแหน่งที่คุณอยู่ เพียงช่วงเวลาเสี้ยววินาที ระบบก็สามารถแสดงตำแหน่งที่คุณอยู่บนแผนที่ได้ทันที สำหรับ Browser ที่รองรับฟังก์ชั่นการทำงานดังกล่าวในปัจจุบันคือ Google Chrome และ Firefox ส่วน IE ของ Microsoft คงจะรองรับฟังก์ชั่นการทำงานดังกล่าวในเร็ววันนี้ ซึ่งหลังจากที่คุณอนุญาติให้ระบบทำการดึงแผนที่คุณมา ก็จะแสดงเครื่องหมาย คล้ายๆ ชี้เป้าบน address bar ด้านขวามือดังภาพ โดยประโยชน์ของฟังก์ชั่นการทำงานนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ ได้อย่างหลากหลายตามจินตนาการ อาทิ คุณพัฒนาเว็บไซต์ของร้านสะดวกซื้อที่มีสาขาทั่วประเทศ ก็สามารถดึงตำแหน่งปัจจุบันเพื่อแสดงให้เห็นร้านของคุณในบริเวณรอบๆ เพื่อให้ผู้เข้าชมได้พบสินค้าของคุณได้ง่ายขึ้น หรืออย่างในเว็บไซต์ Computerlogy.com นี้ก็ยังดึงตำแหน่งของคุณมาแสดงเป็นพื้นหลังของเว็บไซต์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ทราบหรือไม่ว่า วันนี้แม้ว่าคุณจะเล่นอินเตอร์เน็ตผ่านคอมพิวเตอร์ทั่วไป ไม่ใช่โทรศัพท์มือถือที่มี GPS รวมอยู่ด้วย ระบบก็สามารถหาตำแหน่งที่คุณอยู่ได้ผ่านฟังก์ชั่นใหม่ล่าสุดของ Google Maps</p>
<p>โดยฟังก์ชั่น Tracking location หรือการหาตำแหน่งที่อยู่ของคุณ มากับ Google Maps API version 3 ที่พึ่งประกาศให้เป็นเวอร์ชั่นปัจจุบัน แทนเวอร์ชั่นเบต้านี้ จะทำการจับตำแหน่งที่คุณอยู่โดยเรียกใช้ฟังก์ชั่นจาก Google Gear หรือ HTML5 เมื่อผู้ใช้งานเข้ามาในหน้าเว็บไซต์ของคุณ ระบบจะถามเพื่อขออนุญาติจับตำแหน่งที่คุณอยู่ เพียงช่วงเวลาเสี้ยววินาที ระบบก็สามารถแสดงตำแหน่งที่คุณอยู่บนแผนที่ได้ทันที</p>
<p>สำหรับ Browser ที่รองรับฟังก์ชั่นการทำงานดังกล่าวในปัจจุบันคือ Google Chrome และ Firefox ส่วน IE ของ Microsoft คงจะรองรับฟังก์ชั่นการทำงานดังกล่าวในเร็ววันนี้ ซึ่งหลังจากที่คุณอนุญาติให้ระบบทำการดึงแผนที่คุณมา ก็จะแสดงเครื่องหมาย คล้ายๆ ชี้เป้าบน address bar ด้านขวามือดังภาพ</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.computerlogy.com/wp-content/uploads/2010/06/tracking-location.jpg"><img class="size-full wp-image-283 alignnone" title="tracking-location" src="http://www.computerlogy.com/wp-content/uploads/2010/06/tracking-location.jpg" alt="" width="600" height="204"></a>
<p>โดยประโยชน์ของฟังก์ชั่นการทำงานนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ ได้อย่างหลากหลายตามจินตนาการ อาทิ คุณพัฒนาเว็บไซต์ของร้านสะดวกซื้อที่มีสาขาทั่วประเทศ ก็สามารถดึงตำแหน่งปัจจุบันเพื่อแสดงให้เห็นร้านของคุณในบริเวณรอบๆ เพื่อให้ผู้เข้าชมได้พบสินค้าของคุณได้ง่ายขึ้น หรืออย่างในเว็บไซต์ Computerlogy.com นี้ก็ยังดึงตำแหน่งของคุณมาแสดงเป็นพื้นหลังของเว็บไซต์ แทนภาพกราฟฟิค หรือแบล็กกราวสีทั่วไป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.computerlogy.com/tracking-location-on-google-maps/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อแตกต่างระหว่าง Google Maps API V2 และ V3 (พื้นฐาน)</title>
		<link>http://www.computerlogy.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-google-maps-api-v2-v3</link>
		<comments>http://www.computerlogy.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-google-maps-api-v2-v3#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Mar 2010 09:44:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology Blog]]></category>
		<category><![CDATA[compare]]></category>
		<category><![CDATA[gmap2]]></category>
		<category><![CDATA[gmap3]]></category>
		<category><![CDATA[google maps api]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อแตกต่าง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.computerlogy.com/?p=177</guid>
		<description><![CDATA[ปัจจุบันนี้ Google ได้เปิดบริการเรียกการเชื่อมต่อกับ Google Maps ถึง 2 เวอร์ชั่นคือ Google Maps API V2 และ V3 (หรือ GMAP2 และ GMAP3 นั่นเอง) หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ แล้วเราจะเลือกใช้เวอร์ชั่นไหนดีล่ะ สำหรับ Google Maps API V2 (GMAP2) เปิดตัวครั้งแรกตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2006 เป็นเวอร์ชั่นที่สเถียรและใช้งานกันอย่างแพร่หลายที่สุดในปัจจุบัน เรียกว่าเกือบทุกๆ เว็บที่พัฒนาเชื่อมต่อกับ Google maps (Map Mashup) ทั้งหลายก็ใช้ GMAP2 กันเกือบทั้งหมด ส่วน Google Maps API V3 (GMAP3) ที่พึ่งเปิดตัวไปช่วงกลางปี 2009 ที่ผ่านมา ณ.วันนี้ (22/03/2010) GMAP3 ยังถือว่าไม่ใช่เวอร์ชั่นมาตราฐานที่ใช้พัฒนากันทั่วไป เนื่องจากยังอยู่ใน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบันนี้ Google ได้เปิดบริการเรียกการเชื่อมต่อกับ Google Maps ถึง 2 เวอร์ชั่นคือ Google Maps API V2 และ V3 (หรือ GMAP2 และ GMAP3 นั่นเอง) หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ แล้วเราจะเลือกใช้เวอร์ชั่นไหนดีล่ะ</p>
<p>สำหรับ <strong><span style="color: #800000;">Google Maps API V2 (GMAP2) </span></strong>เปิดตัวครั้งแรกตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2006 เป็นเวอร์ชั่นที่สเถียรและใช้งานกันอย่างแพร่หลายที่สุดในปัจจุบัน เรียกว่าเกือบทุกๆ เว็บที่พัฒนาเชื่อมต่อกับ Google maps (Map Mashup) ทั้งหลายก็ใช้ GMAP2 กันเกือบทั้งหมด</p>
<p>ส่วน <strong><span style="color: #0000ff;">Google Maps API V3 (GMAP3)</span></strong> ที่พึ่งเปิดตัวไปช่วงกลางปี 2009 ที่ผ่านมา ณ.วันนี้ (22/03/2010) GMAP3 ยังถือว่าไม่ใช่เวอร์ชั่นมาตราฐานที่ใช้พัฒนากันทั่วไป เนื่องจากยังอยู่ใน Labs ยังไม่มี Official Release กันอย่างจริงๆ จังๆ แต่เนื่องจากการที่มีคุณสมบัติการเรียกใช้ที่ dynamic มากกว่า จึงทำให้นักพัฒนาหลายๆ กลุ่มเริ่มขยับขยายมาใช้ GMAP3 กันบ้างแล้ว และจากที่ได้พัฒนาบน GMAP3 มาซักพักก็พบว่า การใช้งานโดยทั่วไปก็สเถียรเกือบหมดแล้ว ติดตรงที่พบบักเรื่องการหาระยะทางอีกนิดหน่อย และหาเอกสารอ่านได้ยากกว่า GMAP2 (อาจจะเพราะว่า พึ่งออกนั่นเอง)</p>
<a title="GMAP3" rel="lightbox[pics177]" href="http://www.computerlogy.com/wp-content/uploads/2010/03/GMAP3.png"><img class="attachment wp-att-182 centered" src="http://www.computerlogy.com/wp-content/uploads/2010/03/GMAP3.png" alt="GMAP3" width="518" height="394"></a>
<p style="text-align: center;">(ภาพประกอบ Theme ที่อยู่ใน Lab ของ Computerlogy)</p>
<p>เอาล่ะ เรามาดูข้อแตกต่างสำหรับการเรียกใช้ GMAP2 VS GMAP3 สำหรับการเรียกใช้แบบสุดพื้นฐาน หรือ Hello World กันดีกว่า</p>
<strong>เริ่มจากการเรียก Java script ในส่วนบน</strong><br>
<strong><span style="color: #800000;"> GMAP2</span></strong>
<p>[code lang="html"]<br>
&lt;script src=&quot;http://maps.google.com/maps?file=api&amp;amp;v=2&amp;amp;key=abcdefg&amp;sensor=true_or_false&quot;<br>
            type=&quot;text/javascript&quot;&gt;<br>
&lt;/script&gt;<br>
[/code]</p>
<strong><span style="color: #0000ff;"> GMAP3</span></strong>
<p>[html]<br>
&lt;script type=&quot;text/javascript&quot; src=&quot;http://maps.google.com/maps/api/js?sensor=set_to_true_or_false&quot;&gt;<br>
&lt;/script&gt;<br>
[/html]</p>
<p>การจะเรียกใช้ GMAP2 จะต้องอ้างอิงถึง API Key ในทุกๆครั้ง แต่สำหรับ GMAP3 ไม่ต้องแล้ว</p>
<strong>ฟังก์ชั่นการเรียกค่าเริ่มต้น (Initialize)</strong><br>
<strong><span style="color: #800000;"> GMAP2</span></strong>
<p>[html]<br>
    &lt;script type=&quot;text/javascript&quot;&gt;<br>
    function initialize() {<br>
      if (GBrowserIsCompatible()) {<br>
        var map = new GMap2(document.getElementById(&quot;map_canvas&quot;));<br>
        map.setCenter(new GLatLng(37.4419, -122.1419), 13);<br>
        map.setUIToDefault();<br>
      }<br>
    }<br>
    &lt;/script&gt;<br>
[/html]</p>
<strong><span style="color: #0000ff;">GMAP3</span></strong>
<p>[html]<br>
&lt;script type=&quot;text/javascript&quot;&gt;<br>
  function initialize() {<br>
    var latlng = new google.maps.LatLng(-34.397, 150.644);<br>
    var myOptions = {<br>
      zoom: 8,<br>
      center: latlng,<br>
      mapTypeId: google.maps.MapTypeId.ROADMAP<br>
    };<br>
    var map = new google.maps.Map(document.getElementById(&quot;map_canvas&quot;), myOptions);<br>
  }<br>
&lt;/script&gt;<br>
[/html]</p>
<p>สังเกตุว่าการเรียกค่าต่างๆ แยกออกเป็นส่วนๆ และมองเป็น Object มากขึ้น</p>
<strong>สุดท้ายจบที่ส่วน Body ที่เรียกใช้งาน function ข้างบน</strong><br>
<strong><span style="color: #800000;"> GMAP2</span></strong>
<p>[html]<br>
  &lt;body onload=&quot;initialize()&quot; onunload=&quot;GUnload()&quot;&gt;<br>
    &lt;div id=&quot;map_canvas&quot; style=&quot;width: 500px; height: 300px&quot;&gt;&lt;/div&gt;<br>
  &lt;/body&gt;<br>
[/html]</p>
<strong><span style="color: #0000ff;">GMAP3</span></strong>
<p>[html]<br>
&lt;body onload=&quot;initialize()&quot;&gt;<br>
  &lt;div id=&quot;map_canvas&quot; style=&quot;width:100%; height:100%&quot;&gt;&lt;/div&gt;<br>
&lt;/body&gt;<br>
[/html]</p>
<p>แทบจะไม่มีอะไรแตกต่างในส่วนนี้</p>
<p>ซึ่งโดยภาพรวมการเรียกใช้ในระดับสูง (Presentation layer) มีข้อแตกต่างกันที่น้อยมาก ส่วนที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข หากเปลี่ยนจาก GMAP2 มาเป็น GMAP3 จะเป็นส่วนการเรียกใช้ฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ API ให้มาซึ่งจะต้องไปเทียบกันพอสมควรทีเดียว ดังนั้นหากใครกำลังวางแผนจะพัฒนาระบบที่เชื่อมต่อกับ Google Maps API แนะนำว่าให้ตัดสินใจเลือกเวอร์ชั่นให้ดี เพราะคาดว่า GMAP3 ก็จะออกจาก Labs ภายในปี 2010 นี้แน่นอน และฟังก์ชั่นการใช้งานใหม่ๆ ก็ออกมาสำหรับ GMAP3 เท่านั้นซะด้วยซิ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.computerlogy.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-google-maps-api-v2-v3/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ค้นหา tweet ผ่านแผนที่ Google Maps</title>
		<link>http://www.computerlogy.com/%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%b2-tweet-%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-google-map</link>
		<comments>http://www.computerlogy.com/%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%b2-tweet-%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-google-map#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 28 Feb 2010 16:20:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology Blog]]></category>
		<category><![CDATA[gmap3]]></category>
		<category><![CDATA[google map api]]></category>
		<category><![CDATA[twitnearby]]></category>
		<category><![CDATA[twitter api]]></category>
		<category><![CDATA[twitter map]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.computerlogy.com/?p=169</guid>
		<description><![CDATA[เคยอยากรู้ว่าบ้านข้างๆ หรือผู้คนในพื้นที่ที่เราอยู่เค้าพูด เค้าสนใจในเรื่องอะไรในเวลานี้ไหม? เพราะปัจจุบันนี้ ยุคที่ Twitter บูมสุดขีด ผ่านไปทางไหนก็มีแต่คนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทวีต หรือแม้แต่ส่งข้อความสั้นไปหาคนที่เราจะคุยด้วย ซึ่งทุกๆ tweet ที่ออกมาเป็นข้อมูลที่ไม่ใช่ความลับแต่อย่างใด เพราะใครก็สามารถเข้าไปดูข้อมูลที่คุณ tweet ได้โดยไม่ต้อง follow ยกเว้นเสียแต่ว่าเค้าจะเลือกป้องกันข้อมูลของเค้า นั่นแหละคุณจะต้องเป็น follower ของคนคนนั้นเพื่อจะดูข้อมูล tweet เว็บไซต์ TwitNearby (http://twitnearby.com) จึงพัฒนาด้วยการเชื่อมกับ Twitter API (Application Programming Interface) และ Google Maps API V3 (GMAP3) เพื่อส่งผ่านข้อมูลระหว่างกัน และแสดงข้อมูล tweet ในพื้นที่ใกล้เคียงผ่านแผนที่ของ Google โดยเว็บไซต์ ?TwitNearby เป็นหนึ่งในผลงานของ Computerlogy ที่พัฒนาขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นการประยุกต์ใช้ข้อมูลจากหลายๆ ส่วนมารวมกันเพื่อประโยชน์ที่หลากหลายในการใช้งาน ซึ่งนอกจากเข้าไปดูผู้คน tweet ผ่าน Google Maps สนุกๆ แล้ว ยังสามารถวิเคราะห์เพื่อดูข่าว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<strong>เคยอยากรู้ว่าบ้านข้างๆ หรือผู้คนในพื้นที่ที่เราอยู่เค้าพูด เค้าสนใจในเรื่องอะไรในเวลานี้ไหม?</strong>
<p>เพราะปัจจุบันนี้ ยุคที่ Twitter บูมสุดขีด ผ่านไปทางไหนก็มีแต่คนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทวีต หรือแม้แต่ส่งข้อความสั้นไปหาคนที่เราจะคุยด้วย ซึ่งทุกๆ tweet ที่ออกมาเป็นข้อมูลที่ไม่ใช่ความลับแต่อย่างใด เพราะใครก็สามารถเข้าไปดูข้อมูลที่คุณ tweet ได้โดยไม่ต้อง follow ยกเว้นเสียแต่ว่าเค้าจะเลือกป้องกันข้อมูลของเค้า นั่นแหละคุณจะต้องเป็น follower ของคนคนนั้นเพื่อจะดูข้อมูล tweet</p>
<p>เว็บไซต์ <a title="twitter map" href="http://twitnearby.com" target="_blank">TwitNearby</a> (<a title="TwitNearby.com" href="http://twitnearby.com" target="_blank">http://twitnearby.com</a>) จึงพัฒนาด้วยการเชื่อมกับ <strong><span style="color: #008080;">Twitter API</span></strong> (Application Programming Interface) และ <strong><span style="color: #800000;">Google Maps API V3 (GMAP3) </span></strong>เพื่อส่งผ่านข้อมูลระหว่างกัน และแสดงข้อมูล tweet ในพื้นที่ใกล้เคียงผ่านแผนที่ของ Google โดยเว็บไซต์ ?<a title="twitter map" href="http://twitnearby.com" target="_blank">TwitNearby</a> เป็นหนึ่งในผลงานของ Computerlogy ที่พัฒนาขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นการประยุกต์ใช้ข้อมูลจากหลายๆ ส่วนมารวมกันเพื่อประโยชน์ที่หลากหลายในการใช้งาน</p>
<p>ซึ่งนอกจากเข้าไปดูผู้คน tweet ผ่าน Google Maps สนุกๆ แล้ว ยังสามารถวิเคราะห์เพื่อดูข่าว ที่เกิดขึ้นในพื้นที่นั้นๆ อาทิ รถติด หรือสถานการณ์ต่างๆ นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบเทรน (Trend) หรือสิ่งที่ผู้คนพูดถึงเพื่อประโยชน์ทางการตลาดได้อีกด้วย</p>
<img class="attachment wp-att-170 centered" src="http://www.computerlogy.com/wp-content/uploads/2010/02/twitnearby.png" alt="twitnearby" width="576" height="360">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.computerlogy.com/%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%b2-tweet-%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-google-map/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มารู้จัก Speed Tracer เราคุยกันที่ millisecond</title>
		<link>http://www.computerlogy.com/speed-tracer</link>
		<comments>http://www.computerlogy.com/speed-tracer#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Dec 2009 06:58:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology Blog]]></category>
		<category><![CDATA[cloud computing]]></category>
		<category><![CDATA[millisecond]]></category>
		<category><![CDATA[speed tracer]]></category>
		<category><![CDATA[web application]]></category>
		<category><![CDATA[webmaster tool]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.computerlogy.com/?p=92</guid>
		<description><![CDATA[ตั้งแต่วันที่ 4/12/09 ที่ผ่านมา Google ได้ประกาศเพิ่มคุณสมบัติใหม่ของ Google Webmaster Tools ผ่าน Google Webmaster Central blog ที่สามารถวัดประสิทธิภาพความเร็วเว็บไซต์ของคุณ ออกมาเป็นกราฟพร้อมค่าวิเคราะห์ percent ที่เว็บของเราช้ากว่าเว็บทั่วไป (ดังรูป) จะเห็นได้ว่าทุกช่วงเวลาที่ผ่านมา เว็บไซต์อยู่ในโซนช้าโดยไม่โผล่เหนือน้ำขึ้นมาที่โซนเร็วเลย สาเหตุอาจจะมาจากการเข้าถึงเว็บไซต์ของเราผ่านแบรนวิทด์คอขวดของประเทศไทย Scripts ต่างๆ ที่รันบนเว็บไซต์ และการเรียกองค์ประกอบต่างๆ ออกไปจากโฮสของตัวเอง รวมไปถึงอีกร้อยพันเรื่อง ที่ทำให้เว็บของเราช้ากว่าที่ควรจะเป็น แม้ Google จะไม่ได้ระบุว่าเว็บของเราจะต้องเร็วเพื่อผลลัพย์ที่ดีขึ้นบน Search Engine Results Page (SERP) แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เซิร์สเอ็นจินยักษ์ใหญ่นี้พูดถึงความเร็วของเว็บไซต์ของคุณ?ผ่านไปไม่กี่วันหลังจากออกเครื่องมือวัดผล Google ได้ออก Google Web Toolkit 2.0 with Speed Tracer และ Speed Tracer Extension for Chrome?browser ทีนี้ล่ะคราวเร็วของเว็บจะไม่ใช่แค่ Optional อีกต่อไป [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ตั้งแต่วันที่ 4/12/09 ที่ผ่านมา Google ได้ประกาศเพิ่มคุณสมบัติใหม่ของ Google Webmaster Tools ผ่าน <a title="Google Official webmaster blog" href="http://googlewebmastercentral.blogspot.com/2009/12/your-sites-performance-in-webmaster.html" target="_blank">Google Webmaster Central blog</a> ที่สามารถวัดประสิทธิภาพความเร็วเว็บไซต์ของคุณ ออกมาเป็นกราฟพร้อมค่าวิเคราะห์ percent ที่เว็บของเราช้ากว่าเว็บทั่วไป (ดังรูป)<span id="more-92"></span>
<a title="speed-performance" rel="lightbox[pics92]" href="http://www.computerlogy.com/wp-content/uploads/2009/12/speed-performance.png"><img class="attachment wp-att-98 centered" src="http://www.computerlogy.com/wp-content/uploads/2009/12/speed-performance.png" alt="speed-performance" width="512" height="158"></a>
<p>จะเห็นได้ว่าทุกช่วงเวลาที่ผ่านมา เว็บไซต์อยู่ในโซนช้าโดยไม่โผล่เหนือน้ำขึ้นมาที่โซนเร็วเลย สาเหตุอาจจะมาจากการเข้าถึงเว็บไซต์ของเราผ่านแบรนวิทด์คอขวดของประเทศไทย Scripts ต่างๆ ที่รันบนเว็บไซต์ และการเรียกองค์ประกอบต่างๆ ออกไปจากโฮสของตัวเอง รวมไปถึงอีกร้อยพันเรื่อง ที่ทำให้เว็บของเราช้ากว่าที่ควรจะเป็น</p>
<p>แม้ Google จะไม่ได้ระบุว่าเว็บของเราจะต้องเร็วเพื่อผลลัพย์ที่ดีขึ้นบน Search Engine Results Page (SERP) แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เซิร์สเอ็นจินยักษ์ใหญ่นี้พูดถึงความเร็วของเว็บไซต์ของคุณ?ผ่านไปไม่กี่วันหลังจากออกเครื่องมือวัดผล Google ได้ออก Google Web Toolkit 2.0 with Speed Tracer และ Speed Tracer Extension for Chrome?browser ทีนี้ล่ะคราวเร็วของเว็บจะไม่ใช่แค่ Optional อีกต่อไป</p>
<p>การทดลองเริ่มต้นด้วยเปลี่ยน Google Chrome Browser ของตัวเองให้เป็น Developer version เพื่อที่จะรัน Chrome Extension Speed Tracer ได้ และแล้วก็ได้เห็นฟังก์ชั่นการทำงานที่น่าตื่นเต็นของเครื่องมือตัวนี้</p>
<a title="speed-tracer" rel="lightbox[pics92]" href="http://www.computerlogy.com/wp-content/uploads/2009/12/speed-tracer.png"><img class="attachment wp-att-99 centered" src="http://www.computerlogy.com/wp-content/uploads/2009/12/speed-tracer.png" alt="speed-tracer" width="576" height="491"></a>
<p>นี่เรากำลังพูดถึง<strong>เวลาในหลักมิลลิวินาที</strong>กันแล้ว ตัว Speed Tracer จะเริ่มจับเวลาทันทีหลังจากที่เข้าสู่เว็บไซต์ทัน โดยผลแสดงให้เห็นถึงข้อมูลตามขั้นตอนที่โหลดขึ้นมา (Sequential) โดยแต่ละช่วงเวลาเราก็สามารถกดเข้าไปดูรายละเอียดที่ระบบประมวลผล ณ. ขณะนั้น จากรูปข้างบน ระบบแจกแจงให้เห็นว่า ใน 11 มิลลิวินาทีแรก ระบบทำการคำนวณ?Style?recalculation และดึง layout ของหน้าเว็บไซต์ออกมาแสดงเป็นกี่เปอร์เซนต์ของเวลาที่ใช้ทั้งหมดในช่วงนั้น?โดยเรายังเลือกดูได้ว่าระบบใช้เวลาในการโหลดภาพต่างๆ ที่ประกอบอยู่ในเว็บนั้นๆ กี่มิลลิวินาที ดังภาพข้างล่างนี้</p>
<a title="speed-detail" rel="lightbox[pics92]" href="http://www.computerlogy.com/wp-content/uploads/2009/12/speed-detail.png"><img class="attachment wp-att-100 centered" src="http://www.computerlogy.com/wp-content/uploads/2009/12/speed-detail.png" alt="speed-detail" width="576" height="302"></a>
<p>ผลจากการทดลอง บอกตรงๆ ผมยังคงไม่ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง เพื่อปรับเว็บไซต์ที่มีคนเข้าไม่ถึงล้านคนต่อวันให้เร็วไปกว่าเดิม 2 วินาทีอย่างแน่นอน แต่นี่อาจจะเป็นหินก้อนโตๆ ที่ Google โยนออกมาเพื่อบอกถึงความสำคัญของระบบความเร็วที่เกิดขึ้นในเว็บ<strong> แน่นอน Webmaster ทำเว็บไซต์เพื่อแสดงผลทั่วไปคงจะไม่ใช่เป้าหมายของจุดประสงค์นี้ </strong>แต่จะเป็นอะไรล่ะ &#8230; <strong><span style="color: #339966;">เว็บแอพลิเคชั่น (Web application) และ คลาวคอมพิวติ้ง (Cloud computing) หรือเปล่า ??</span></strong>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.computerlogy.com/speed-tracer/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>5 วีธี ใช้เทคโนโลยีช่วยองค์กรให้รอดในช่วงเศรษฐกิจขาลง</title>
		<link>http://www.computerlogy.com/5-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5</link>
		<comments>http://www.computerlogy.com/5-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Dec 2009 18:17:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology Blog]]></category>
		<category><![CDATA[collaboration]]></category>
		<category><![CDATA[document management]]></category>
		<category><![CDATA[go green]]></category>
		<category><![CDATA[IT Outsourcing]]></category>
		<category><![CDATA[paperless]]></category>
		<category><![CDATA[video conference]]></category>
		<category><![CDATA[voip]]></category>
		<category><![CDATA[workflow]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.computerlogy.com/?p=86</guid>
		<description><![CDATA[ตั้งแต่กระแส Hamburger crisis จากปีที่ผ่านมาจนถึงปลายปี 2009 คงไม่มีใครปฏิเสษว่า มากหรือน้อยก็ยังกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมในบ้านเรา โดยเฉพาะช่วงกระแส Lahman Brothers, AIG และ GM ล้มที่ส่งผลกระทบด้านการลงทุนแบบมหภาค แบบนี้มาดูกันว่าในช่วงสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ เทคโนโลยีจะช่วงให้องค์กรของคุณได้อย่างไร 1. ทำงานร่วมกันอย่างชาญฉลาด แม้คำว่า Collaboration จะไม่คุ้นหูกับคนไทยมากนัก แต่การทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดปัญหา idle time หรือว่าลดเวลาที่พนักงานต้องทำงานซ้ำๆ ได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้การบริหารจัดการองค์กรเพื่อให้ติดต่อสื่อสารได้กันอย่างสะดวกยังช่วยให้ Work products/services ออกมาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพอีกด้วย 2. ลดกระดาษ และงานเดินเอกสาร วิธีนี้นอกจากจะเข้ากับกระแสนิยม Go green หรือลดปัญหาสิ่งแวดล้อม การนำเทคโนโลยีมาช่วยเปลี่ยนงานเดินเอกสารแบบพิมพ์ เดิน เซ็นต์อนุมัติ เฉกเช่นยุคคุณปู่ที่อาจจะใช้เวลาถึง 2-3 วัน กลับกลายเป็นเรื่องที่เสร็จได้ภายใน 30 นาที รูปแบบดังกล่าวนี้มีผลิตภัฑณ์มากมายในตลาดกลุ่มจำพวกเดียวกับ Collaboration Software หรือที่เรียกเจาะจงว่า Workflow Management ที่สรรค์สร้างขึ้นมาเพื่อทำงานในรูปแบบนี้โดยเฉพาะ 3. เข้าถึงทุกความรู้ในองค์กร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ตั้งแต่กระแส Hamburger crisis จากปีที่ผ่านมาจนถึงปลายปี 2009 คงไม่มีใครปฏิเสษว่า มากหรือน้อยก็ยังกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมในบ้านเรา โดยเฉพาะช่วงกระแส Lahman Brothers, AIG และ GM ล้มที่ส่งผลกระทบด้านการลงทุนแบบมหภาค แบบนี้มาดูกันว่าในช่วงสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ เทคโนโลยีจะช่วงให้องค์กรของคุณได้อย่างไร<span id="more-86"></span>
<p style="text-align: center;"><a title="Technology" rel="lightbox[pics86]" href="http://www.computerlogy.com/wp-content/uploads/2009/12/Technology.png"><img class="attachment wp-att-87 centered" src="http://www.computerlogy.com/wp-content/uploads/2009/12/Technology.thumbnail.png" alt="Technology" width="200" height="72"></a>
<strong>1. ทำงานร่วมกันอย่างชาญฉลาด</strong><br>
แม้คำว่า Collaboration จะไม่คุ้นหูกับคนไทยมากนัก แต่การทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดปัญหา idle time หรือว่าลดเวลาที่พนักงานต้องทำงานซ้ำๆ ได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้การบริหารจัดการองค์กรเพื่อให้ติดต่อสื่อสารได้กันอย่างสะดวกยังช่วยให้ Work products/services ออกมาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพอีกด้วย</p>
<strong>2. ลดกระดาษ และงานเดินเอกสาร</strong><br>
วิธีนี้นอกจากจะเข้ากับกระแสนิยม Go green หรือลดปัญหาสิ่งแวดล้อม การนำเทคโนโลยีมาช่วยเปลี่ยนงานเดินเอกสารแบบพิมพ์ เดิน เซ็นต์อนุมัติ เฉกเช่นยุคคุณปู่ที่อาจจะใช้เวลาถึง 2-3 วัน กลับกลายเป็นเรื่องที่เสร็จได้ภายใน 30 นาที รูปแบบดังกล่าวนี้มีผลิตภัฑณ์มากมายในตลาดกลุ่มจำพวกเดียวกับ Collaboration Software หรือที่เรียกเจาะจงว่า Workflow Management ที่สรรค์สร้างขึ้นมาเพื่อทำงานในรูปแบบนี้โดยเฉพาะ</p>
<strong>3. เข้าถึงทุกความรู้ในองค์กร แล้วคุณจะรู้ว่าสิ่งที่คุณหาอยู่ในมือคุณนั่นเอง</strong><br>
ผลวิจัยของ IDC กล่าวไว้ว่า บุคลากรในองค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับข้อมูลทางธุรกิจ ใช้เวลาในการหาข้อมูลจากเอกสารมากกว่า 8.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งหากเทียบกับเวลาทำงานทั้งสัปดาห์จะได้เทียบเท่ากับวันทั้งวันใน 1 สัปดาห์เลยทีเดียว เวลาดังกล่าวนี้กับพนักงานทั้งหมดในองค์กร คุณมั่นใจเพียงใดว่า พวกเขาใช้ไปกับผลงานที่ได้มาอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด หรือเค้าอาจจะใช้เพียง 2 ชั่วโมง หากองค์กรของคุณมีการทำเทคโนโลยีที่ดีที่สุด และนำมาใช้ได้อย่างถูกต้อง</p>
<strong>4. รู้จักกับ VoIP และ Video Conference สำหรับการสื่อสารทางไกล</strong><br>
อีกหนึ่งวิธีคลาสสิคที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสาร ทั้งระหว่างสาขา และกับบุคคลภายนอกองค์กร การนำเทคโนโลยี Voice Over IP หรือ VoIP มาใช้เพื่อลดค่าใช้จ่ายดังกล่าวด้วยการเปลี่ยนรูปแบบโทรศัพท์แบบเดิมๆ มาสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสารผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปอย่าง Skype หรือการติดตั้ง VoIP เองในองค์กรที่สามารถรวมเบอร์โทรศัพท์โทรออกของทั้งองค์กร เพื่อโทรผ่าน VoIP<br>
หรือจะใช้ Video Conference แทนการเดินทางไปประชุมที่ต้องมีทั้งค่าเดินทาง ค่าที่พักที่จะเกิดขึ้น ซึ่งระบบ Video Conference แบบภาพชัดเสียงแจ๋ว ก็มีให้เลือกกันมากมายในท้องตลาดเช่นกัน</p>
<strong>5. ส่งต่อเรื่องไอที ให้กับผู้เชี่ยวชาญ</strong><br>
วิธีการนี้อาจยังไม่เป็นที่แพร่หลายนักในประเทศไทย แต่ก็เป็นรูปแบบที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่นิยมมากที่สุดทั้งในอเมริกา ยุโรป และเอเซียตะวันออกบางประเทศ อย่างญี่ปุ่น ฮ่องกง กับรูปแบบ IT Outsourcing นั่นเอง บริษัทผู้ผลิตหลายๆ บริษัทก็นำโมเดลของการ Outsource มาใช้กับงานผลิตของตัวเองที่ผลิตเฉพาะส่วนที่ตัวเองถนัด แต่ส่วนประกอบอื่นๆ ก็จ้างบริษัทที่ผลิตส่วนนั้นๆ ทำไป ด้วยเหตุผลที่ลดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องจ้างงาน อีกทั้งยังช่วยให้พนักงานได้โพกัสไปยังจุดมุ่งหมายของตัวเอง<br>
แต่สำหรับเรื่อง IT ที่หลายๆ บริษัทยังจ้าง Helpdesk webmaster หรือพนักงานดูแลด้านคอมพิวเตอร์ ที่มี Idle time สูงเป็นอันดับต้นๆ หากเทียบจากพนักงานทั้งหมด ทั้งยังมีค่าใช้จ่ายสำหรับพนักงาน Turn over ที่ค่อนข้างสูง และยังพบปัญหาการดูแลที่ยากกว่าพนักงานทั่วไปที่เราเข้าใจว่าเค้าทำอะไรอีก<br>
ปัญหาดังกล่าวนี้หากย้อนมองกลับไปจะเห็นว่า การจ้าง IT Outsourcing ให้ดูแลในส่วนที่เค้าถนัด และเราทำในส่วนที่เราถนัด จะมีอัตรา ROI ดีกว่าทั้งในระยะสั้นและระยะยาว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.computerlogy.com/5-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Twitter และ Facebook Marketing บนสังคมออนไลน์</title>
		<link>http://www.computerlogy.com/twitter-facebook-marketing-online-community</link>
		<comments>http://www.computerlogy.com/twitter-facebook-marketing-online-community#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Dec 2009 18:32:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology Blog]]></category>
		<category><![CDATA[facebook]]></category>
		<category><![CDATA[farmville]]></category>
		<category><![CDATA[marketing communication]]></category>
		<category><![CDATA[marketing online]]></category>
		<category><![CDATA[twitter]]></category>
		<category><![CDATA[ช่องทางการตลาด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.computerlogy.com/?p=82</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงนี้ไม่ว่าจะเปิดไปที่เว็บไหน ฟังวิทยุ หรือเปิดทีวีไปที่ช่องใด ก็หนีไม่พ้น Twitter และ Facebook ที่เกาะติดไปด้วยทุกที่ ว่า Follow me at &#8230;. หรืออัพเดทกันใน Facebook ที่ไม่ว่าจะเป็นคนดังอย่าง นายกรัฐมนตรี หรืออดีตนายกรัฐมนตรี ที่ทวีตรายวันอัพเดทข่าวจากแดนไกลมาถึง follower กว่า 5 หมื่นคน หรือจะเป็นนักร้อง ดาราต่างๆ ที่ทวีตกันทุก 2 ชั่วโมงอัพเดทว่าตัวเองอยู่ที่ไหน กำลังจะไปงานอะไร ส่วนหนึ่งก็ให้แฟนคลับได้รู้และไปติดตามผลงานกันได้ แต่ในระยะยาว สิ่งเหล่านี้สร้างความผูกพันจากดารา คนดังที่ไกลตัว กลับได้มาอ่านทุกคำพูดจากอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ แบบถึงมืออย่างรวดเร็ว และนอกเสียจากคนดัง หรือดารานักร้องที่พยายามโปรโมท Twitter หรือ Facebook ของตัวเองแล้ว ห้างร้านหรือสินค้าต่างๆ ก็รีบเข็น user ของตัวเอง ให้ผู้บริโภคได้ติดตามกันอย่างล้นพ้น ยิ่งมีผู้ตามเป็นจำนวนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ช่องทางในการสื่อสารทางการตลาดนี้ (Marketing communication) ได้แข็งแกร่งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้รับผลประโยชน์ต่อเจ้าของแบรนด์มากเท่านั้น เพราะนอกจากจะส่งข้อมูลโปรโมชั่นถึงมือลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ แล้ว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงนี้ไม่ว่าจะเปิดไปที่เว็บไหน ฟังวิทยุ หรือเปิดทีวีไปที่ช่องใด ก็หนีไม่พ้น Twitter และ Facebook ที่เกาะติดไปด้วยทุกที่ ว่า Follow me at &#8230;. หรืออัพเดทกันใน Facebook ที่ไม่ว่าจะเป็นคนดังอย่าง นายกรัฐมนตรี หรืออดีตนายกรัฐมนตรี ที่ทวีตรายวันอัพเดทข่าวจากแดนไกลมาถึง follower กว่า 5 หมื่นคน</p>
<p>หรือจะเป็นนักร้อง ดาราต่างๆ ที่ทวีตกันทุก 2 ชั่วโมงอัพเดทว่าตัวเองอยู่ที่ไหน กำลังจะไปงานอะไร ส่วนหนึ่งก็ให้แฟนคลับได้รู้และไปติดตามผลงานกันได้ แต่ในระยะยาว สิ่งเหล่านี้สร้างความผูกพันจากดารา คนดังที่ไกลตัว กลับได้มาอ่านทุกคำพูดจากอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ แบบถึงมืออย่างรวดเร็ว</p>
<img src="http://www.computerlogy.com/wp-content/uploads/2009/12/twitter-facebook.png" alt="twitter-facebook" title="twitter-facebook" width="544" height="351" class="aligncenter size-full wp-image-83">
<p>และนอกเสียจากคนดัง หรือดารานักร้องที่พยายามโปรโมท Twitter หรือ Facebook ของตัวเองแล้ว ห้างร้านหรือสินค้าต่างๆ ก็รีบเข็น user ของตัวเอง ให้ผู้บริโภคได้ติดตามกันอย่างล้นพ้น ยิ่งมีผู้ตามเป็นจำนวนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ช่องทางในการสื่อสารทางการตลาดนี้ (Marketing communication) ได้แข็งแกร่งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้รับผลประโยชน์ต่อเจ้าของแบรนด์มากเท่านั้น เพราะนอกจากจะส่งข้อมูลโปรโมชั่นถึงมือลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ แล้ว ภาพของแบรนด์ที่ส่งออกไปอย่างสม่ำเสมอยังสร้าง Brand awareness ได้อย่างดี</p>
<p>ส่งท้ายนี้มีข้อมูลที่น่าสนใจจาก <a href="http://www.techradar.com/news/internet/facebook-farmville-is-bigger-than-twitter-655373" target="_blank" rel="nofollow">TechRadar</a> ว่า ปริมาณผู้ใช้งาน Twitter ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในวันนี้ (ธันวาคม 09) แต่ก็ยังน้อยกว่า ปริมาณผู้ใช้ Facebook อยู่มาก TechRadar กล่าวว่า จำนวนผู้เล่นเกมส์ Farmville ใน Facebook ยังมากกว่าผู้ใช้งาน Twitter ทั้งหมดซะอีก &#8211; เอาเข้าไป</p>
<p>ท้ายท้ายสุด อ่านบทความนี้จบก็อย่าลืม Follow Computerlogy ได้ที่ <a href="http://twitter.com/computerlogy">http://twitter.com/computerlogy</a> นะครับ <img src='http://www.computerlogy.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley'>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.computerlogy.com/twitter-facebook-marketing-online-community/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Google Goggles เมื่อรูปแทนทุกคำที่คุณอยากรู้</title>
		<link>http://www.computerlogy.com/google-goggles</link>
		<comments>http://www.computerlogy.com/google-goggles#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Dec 2009 17:25:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Android OS]]></category>
		<category><![CDATA[goggle]]></category>
		<category><![CDATA[google goggles]]></category>
		<category><![CDATA[HTC G1]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีใหม่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.computerlogy.com/?p=76</guid>
		<description><![CDATA[Google ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ต้องอ่านซ้ำอีกครั้ง ถึงจะเข้าใจว่าไม่ได้เขียนคำว่า Google ซ้ำกันถึงสองครั้ง กับ Google Goggles Application สุดอัจฉริยะชิ้นนี้สามารถติดตั้งใช้งานได้กับโทรศัพท์มือถือที่ใช้ Platform ของ Google คือ Android OS เวอร์ชั่น 1.6 ขึ้นไปเท่านั้น (Donut หรือ Eclair นั่นเอง) ด้วยการติดตั้งพร้อม?Tutorial?สั้นๆ ทำให้เข้าใจถึงการใช้งานที่ไม่ได้ยากแย็น แต่สุดแสนจะประทับใจ จากการทดสอบใช้งานบน Android G1 (Donut) ขอให้ความเห็นกับจุดเด่น และจุดด้อย ของเจ้า Goggles เวอร์ชั่นเบต้าดังนี้ ฟังก์ชั่นกล้องดูสถานที่ เป็นเทคโนโลยีที่ผสมผสานการใช้ GPS กับ ฐานข้อมูลที่มีอยู่ของ Google ได้อย่างลงตัว (แม้ส่วนนี้จะแอบเหมือนหลายๆ apps ที่ออกมาสู่ตลาดซักพักแล้ว) ฟังก์ชั่นสแกนรูปถ่าย เพื่อหาข้อมูล เป็นส่วนที่น่าสนใจที่สุดใน Goggles ด้วยความฉลาดที่สามารถแปลง Wording ในรูปให้กลายเป็นตัวอักษร หรือการจำองค์ประกอบที่สำคัญของรูปเพื่อนำไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลที่มีอยู่ปัจจุบัน ถือเป็นเทคโนโลยีที่น่าตื่นตา ตื่นใจที่สุด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>Google ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ต้องอ่านซ้ำอีกครั้ง ถึงจะเข้าใจว่าไม่ได้เขียนคำว่า Google ซ้ำกันถึงสองครั้ง กับ Google Goggles</p>
<p style="text-align: center; "><img class="aligncenter size-full wp-image-79" title="google-goggles" src="http://www.computerlogy.com/wp-content/uploads/2009/12/google-goggles.png" alt="google-goggles" width="574" height="236">
<p>Application สุดอัจฉริยะชิ้นนี้สามารถติดตั้งใช้งานได้กับโทรศัพท์มือถือที่ใช้ Platform ของ Google คือ Android OS เวอร์ชั่น 1.6 ขึ้นไปเท่านั้น (Donut หรือ Eclair นั่นเอง) ด้วยการติดตั้งพร้อม?Tutorial?สั้นๆ ทำให้เข้าใจถึงการใช้งานที่ไม่ได้ยากแย็น แต่สุดแสนจะประทับใจ<span id="more-76"></span>
<p align="center"><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="480" height="295" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true"><param name="allowscriptaccess" value="always"><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/Hhgfz0zPmH4&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;"><param name="allowfullscreen" value="true"><embed type="application/x-shockwave-flash" width="480" height="295" src="http://www.youtube.com/v/Hhgfz0zPmH4&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object>
<p>จากการทดสอบใช้งานบน Android G1 (Donut) ขอให้ความเห็นกับจุดเด่น และจุดด้อย ของเจ้า Goggles เวอร์ชั่นเบต้าดังนี้</p>
<ul>
<li>ฟังก์ชั่นกล้องดูสถานที่ เป็นเทคโนโลยีที่ผสมผสานการใช้ GPS กับ ฐานข้อมูลที่มีอยู่ของ Google ได้อย่างลงตัว (แม้ส่วนนี้จะแอบเหมือนหลายๆ apps ที่ออกมาสู่ตลาดซักพักแล้ว)</li>
<li>ฟังก์ชั่นสแกนรูปถ่าย เพื่อหาข้อมูล เป็นส่วนที่น่าสนใจที่สุดใน Goggles ด้วยความฉลาดที่สามารถแปลง Wording ในรูปให้กลายเป็นตัวอักษร หรือการจำองค์ประกอบที่สำคัญของรูปเพื่อนำไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลที่มีอยู่ปัจจุบัน ถือเป็นเทคโนโลยีที่น่าตื่นตา ตื่นใจที่สุด</li>
<li>แม้ว่าการแปลง wording จากภาพให้กลายเป็นตัวอักษรยังไม่ลองรับภาษาไทย (ลองสแกนนามบัตร แต่ดันไปได้บัตรประชาชน) และยังหาสินค้าต่างๆ ได้ไม่สมบูรณ์มากนัก จากสแกนไป 5 ชิ้น จะได้ผลซัก 2 ชิ้น (ขึ้นอยู่กับว่าสแกนอะไร)</li>
<li>จังหวะที่ระบบทำการสแกนภาพ หลังจากถ่ายรูปไปแล้ว จะมีแถบสีน้ำเงิน ม่วงๆ กวาดบริเวณภาพและแยกองค์ประกอบของภาพนั้นได้ค่อนข้างแม่นยำ ส่วนนี้น่าสนใจที่สุด ซึ่งน่าจะต่อยอดสินค้าได้อีกมากมาย</li>
</ul>
<p>โดยรวมแม้ผลลัพย์จะออกมาได้ดีมาก แต่ก็ถือว่าเปลี่ยนเทคโนโลยีที่น่าจะเข้ามาเปลี่ยนอะไรหลายๆ ในมุมกว้าง ในอนาคตอันใกล้นี้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.computerlogy.com/google-goggles/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

